ผู้เขียน หัวข้อ: ประเพณีวันสงกรานต์  (อ่าน 37912 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ *~ umarin ~*

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 537
  • www.umarin.com
    • อีเมล์
ประเพณีวันสงกรานต์
« เมื่อ: 07,เมษายน,2010, 12:17:40 pm »

ประเพณีวันสงกรานต์

ประวัติ


สงกรานต์ แปลว่า การย้าย เคลื่อนที่ คือเป็นวันที่พระอาทติย์โคจรย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ตามการคำนวณของโหรผู้รู้ทางโหราศาสตร์ ซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 แต่ทางจันทรคตินี้ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน จึงถือเอาวันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันสงกรานต์ เพื่อเป็นการสะดวกสำหรับการนับวันตามปฏิทิน

 (k_5);..ในสมัยโบราณได้ถือวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้น เนื่องจากประเทศที่อยูในแถบร้อนถือว่าช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูร้อนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยว่างเว้นจาก การทำการเกษตร อีกทั้งอากาศที่หนาวเย็นก็ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ทุก ๆ อย่างนั้น หยุดนิ่งไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ก็หยุดผลิดอกออกผล สัตว์ทั้งหลาย ก็หยุดนิ่งนอนจำศีล ด้วยอากาศที่หนาวเย็นนั้นไม่สะดวกในการใช้ชีวิต หรือการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั่นเอง

วันสงกรานต์จึงเป็นประเพณีการขึ้นปีใหม่ในประเทศแถบร้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศแถบหนาวดังที่กล่าวไว้ในเรื่องของวันปีใหม่ วันสงกรานต์มีทั้งหมด 3 วันด้วยกัน ได้แก่ วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ หมายถึง ก้าวหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ คือ สงกรานต์ปี การที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเป็นเนา หมายถึง อยู่คือวันที่ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ 1 วัน การที่พระอาทิตย์เข้ามาอยู่ในราศีเมษเรียบร้อยแล้ว และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่แต่ในส่วนของตำนานวันสงกรานต์รวมถึงประเพณีที่เกี่ยวข้องกับนางสงกรานต์นั้น มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึกของวัดพระ เชตุพนวิมลมังคลารามจะกล่าวพอสังเขปดังต่อไปนี้


ตำนานกำเนิดสงกรานต์


มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า

"เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก"

นักเลงสุราตอบกลับว่า

"ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า"

ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า "ธรรมบาลกุมาร" ธรรมบาลกุมารนี้เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ 7 ขวบ อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อคือ

ข้อที่ 1 เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 2 เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 3 ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด

และตกลงกันว่า ถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา 3 ข้อนี้ได้ ภายใน 7 วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน

เวลาล่วงเลยไปถึง 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาลและบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี 2 ตัว ผัวเมียทำรังอยู่นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

"พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี" นกอินทรีตัวเมียถาม

"พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศรีษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้" นกอินทรีตัวผู้ตอบ

"น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้" นกอินทรีตัวเมียรำพึง

นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรีจึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้

"ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"

ธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง 7 เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด 365 วัน (โลกสมมุติว่าเป็น 1 ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี

นางสงกรานต์ เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมหรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1 ในทั้งหมด 6 ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศรีษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่

1. นางสงกรานต์ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ

2. นางสงกรานต์โคราดเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

3. นางสงกรานต์รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

4. นางสงกรานต์มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ว้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)

5. นางสงกรานต์กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)

6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ดัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

7. นางสงกรานต์มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)



กิจกรรมน่าสนใจ

งานสงกรานต์ที่ทำที่ปฏิบัติเป็นทุกปีของชาวกรุงเทพมหานคร ขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันเป็นประจำทุกปี มีการสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ การทำบุญตักบาตร ร่วมขบวนแห่สงกรานต์ กิจกรรมการบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย โดยในปี 2546 นี้ จะเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายนไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ ๑๕ เมษายน ซึ่งจะมีการจัดงานยิ่งใหญ่ในหลายจุดและเป็นการรวมพลังของประชาคมสำคัญๆในกรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่ ได้แก่ ประชาคมบางลำพู ประชาคมวิสุทธิ์กษัตริย์ จะร่วมกันจัดประกวดเทพีสงกรานต์ที่สวนสันติชัยปราการ เป็นต้น และยังมีการจัดประกวดขบวนพาเหรด รถบุปผชาติและน้ำพุเงินรางวัลชนะเลิศถึง ๑ ล้านบาท พร้อมกิจกรรมหลากหลายให้ประชาชนได้มีความสุขกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งให้ชาวต่างชาติได้เห็นความปลอดภัยและสงบสุขของประเทศไทย



ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 10,เมษายน,2010, 11:57:52 am »
กิจกรรมในวันสงกรานต์




การทำบุญตักบาตร ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย

การสรงน้ำพระการรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วย


การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้


การดำหัว ก็คือการรดน้ำนั่นเอง แต่เป็นคำเมืองทางภาคเหนือ การดำหัวเรียกกันเฉพาะการรดน้ำผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด




ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 14,เมษายน,2010, 11:11:59 am »
 (37);

ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 14,เมษายน,2010, 11:40:46 am »


14 เมษายน วันครอบครัว

ความสำคัญของวันครอบครัว
         ครอบครัว คือ  สถาบันมูลฐานของมนุษย์ชาติ เป็นหน่วยขนาดเล็กที่สุดของสังคม เป็นผู้สร้างและกำหนดสถานภาพ สิทธิ หน้าที่ของบุคคลอันพึงปฏิบัติต่อกันในสังคม เป็น สถาบันแห่งแรกในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและพัฒนา ผู้ร่วมครัวเรือน คือ สามี ภรรยา และบุตร การที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวให้มากขึ้น เพราะการที่วิถีชีวิตของคนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ครอบครัวมีความขัดแย้ง และห่างเหินกันมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาทีหลังได้

ประวัติวันครอบครัว

        เมื่อ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เสนอมติโดยคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้เสนอ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยและอนุมัติ ให้ วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี เป็นวันแห่งครอบครัว ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก

 การ ที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากคณะกรรมมาธิการกิจการสตรีและเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร ได้สรุปผลจากการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามมาเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติดอาชญากรรม และปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากครอบครัวด้วย เนื่องจากครอบครัว ที่ไม่มีความอบอุ่น ขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัว อีกทั้งลักษณะวิถีชีวิตของครอบครัวในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก สมาชิกในครอบครัวต่างต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ หนุ่มสาวที่อยู่ต่างจังหวัดก็เข้ามาในเมืองเพื่อหางานทำ ทำให้ต้องทิ้งพ่อแม่ที่ชราภาพไว้ตามลำพัง พ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูก และครอบครัว ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมลูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วน แต่จะสร้างปัญหาให้กับสังคม

กิจกรรมในวันครอบครัว

1. จัดนิทรรศการเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ ของสมาชิกในครอบครัว
2.จัดมอบรางวัลให้สำหรับครอบครัวดีเด่น เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครอบครัวที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม และประเทศชาติ



ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 14,เมษายน,2010, 12:05:10 pm »


วันที่ 15 เมษายน วันพญาวัน หรือวันเถลิงศก

วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า "วันพญาวัน" หรือ "วันเถลิงศก" ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ เป็นวันที่ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าเข้าวัดทำบุญ เลี้ยงพระ ฟังธรรม อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ โดยใช้นํ้าดอกสารภี ดอกคำฝอย ขมิ้น และส้มป่อย

ตอนเช้า จัดเตรียมอาหารคาวหวานใส่สำรับไปถวายพระที่วัด และทำบุญตักบาตรและนำไปให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ ครูอาจารย์ หรือบุคคลที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่าไปทานขันข้าว (ตานขันข้าว) การทานขันข้าวนี้ นอกจากจะทานให้พระ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือดังกล่าวแล้วก็มีการถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลถึงญาติพี่น้อง บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว โดยพระที่วัดจะแยกย้ายกันนั่งประจำที่บริเวณวัดเพื่อให้ศีลให้พร แก่ผู้ไปทานขันข้าว

เสร็จจากการทำบุญตักบาตร ก็มีการถวายทานเจดีย์ทราย ปล่อยนกปล่อยปลา มีการสรงน้ำพระพุทธเจดีย์ มีการค้ำต้นโพธิ์ภายในวัดและหมู่บ้าน มีการสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง เช่น เชียงใหม่ก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป เสตังคมณี (พระแก้วขาว) วัดเชียงมั่น พระเจ้าทองทิพย์ และ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ พระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง ส่วนตามจังหวัดต่างๆ ก็จะมีการไปสักการะบูชาพระพุทธรูปสำคัญประจำบ้านเมืองตนเช่นเดียวกัน เช่น ลำปาง ก็ไปสรงน้ำพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองน่านที่วัดพระธาตุแช่แห้ง และที่แพร่ก็ไปสรงน้ำ ที่พระธาตุช่อแฮเป็นต้น

ตอนบ่าย ก็จะเริ่มการดำหัว และจะทำเรื่อยไปจนถึงวันรุ่งขึ้น หรือวันปากปี

วันที่ 16 เมษายน เรียกว่า "วันปากปี" ชาวบ้านจะพากันไปรดน้ำเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ เพื่อขอขมาคารวะ   การไปดำหัวตามวัดนี้มักจะแบ่งแยกกันเป็นสายๆ เพราะบางวัดที่อยู่ห่างไกลก็ไม่ได้ไปกันอย่างทั่วถึงนอกจากวัดที่คนนิยมไปกันอย่างสม่ำเสมอ เรียกตามภาษาเมืองว่า “ไปเติงกั๋น” หรือไปวัดของเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด หรือพระเถระผู้ใหญ่

 

ออฟไลน์ watcharin

  • ~ VIP ~
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 418
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 14,เมษายน,2010, 09:05:51 pm »

ออฟไลน์ กระปุกเงิน

  • ~ Pink Gold~
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 1588
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 15,เมษายน,2010, 12:02:14 am »


ตามมาติดๆอีกคน  (18): (18): (18): (18):
(ic_2); (ic_2); (ic_2); (ic_2);

ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 15,เมษายน,2010, 01:34:43 pm »

ออฟไลน์ watcharin

  • ~ VIP ~
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 418
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 18,เมษายน,2010, 04:22:32 pm »

ออฟไลน์ น้ำค้าง

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 8
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 19,เมษายน,2010, 10:19:20 am »

ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 11,เมษายน,2011, 01:04:52 pm »


     วันสงกรานต์ของไทยในเดือนเมษายน เป็นประเพณีที่นอกจะได้สาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน
แล้วรู้ไหมว่าในวันสงกรานต์นี้ยังมี  “ประเพณีดำหัวผู้ใหญ่” อีกด้วย รดน้ำใช้ภาคกลาง
 ดำหัวใช้ภาคเหนือ :  อาจจะเคยได้ยินคำว่า “รดน้ำดำหัว” จริงๆ แล้วใช้คำผิด การ “รดน้ำ” 
เป็นเรื่องของคนไทยภาคกลาง ที่นิยมรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ในช่วงสงกรานต์ แต่การ “ดำหัว”
เป็นประเพณีของทางเหนือ 


    ดำหัว แปลว่าอะไร : คำว่า “ดำหัว” คือการสระผม ซึ่งในสมัยก่อนจะทำการ
สระผมกลางบ้านเลยทีเดียว  ต่อมาก็เหลือเพียงการเอาน้ำขมิ้นส้มป่อย มาลูบศีรษะ
     ทำไมเราต้องดำหัวผู้ใหญ่  :  การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ  ผู้สูงอายุ
หรือผู้มีพระคุณที่เรา
นับถือนั้น จะเป็นการขอโทษ ขออภัย ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกาย
ทางวาจาหรือทางใจ ทั้งตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ต่อหน้าหรือว่าลับหลังก็ตาม หรือที่เราเรียกว่า
“การขอขมา” และยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพ แสดงความกตัญญู
และขอรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย
     เตรียมอะไรไปดำหัว  :   น้องๆ เพียงแค่ เอาขันเงินใบใหญ่ใส่น้ำสะอาดจากนั้นใส่
ฝักส้มป่อย หรือใส่น้ำปรุง  เตรียมพานข้าวตอกดอกไม้ อาจมีผ้าตัดเสื้อ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม
หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่ด้วย

     ดำหัวทำอย่างไร : ง่ายมากจ๊ะ น้องๆ  กล่าวขอขมาลาโทษ จากนั้นก็ประเคนของ
พร้อมด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย จากนั้นผู้ใหญ่จะให้พรก่อนแล้ว แล้วผู้ใหญ่จะเอามือจุ่มใน
น้ำส้มป่อย ขึ้นลูบศรีษะเป็นการยอมรับการขอขมาและอโหสิกรรม แสดงถึงว่าได้ดำหัวแล้ว
     เราจะดำหัวผู้ใหญ่วันไหน : ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของเทศการสงกรานต์
เพียงวันเดียวน่าจะประมาณวันที่ 15 เมษายน

อย่ามัวแต่เล่นสาดน้ำเพลินล่ะ  แล้วมาช่วยกันสืบสานประเพณี ด้วยการดำหัวคุณพ่อคุณแม่
ญาติผู้ใหญ่นะค่ะ





ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 15,เมษายน,2011, 11:53:34 am »


วันเนา คือวันที่อยู่ถัดจากวันมหาสงกรานต์ และอยู่ก่อนวันเถลิงศก
กำหนดตามตามปฏิทินจุลศักราช ปัจจุบันมักตกอยู่ในวันที่ 14 เมษายน
 หรือ 15 เมษายน โดยคำว่า " เนา " เป็นภาษาเขมรแปลว่า " อยู่ "


วันเนา วันเนาว์ หรือ วันเน่า ในแง่ของโหราศาสตร์แล้ว วันนี้ควรจะเรียกว่า วันเนา
 เพราะเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนและราศีเมษ
 อันเป็นวันที่ถัดจากวันสังกรานต์ล่อง แต่ในการออกเสียงแล้วทั่วไปมักเรียก"วันเน่า"

ทำให้เกิดความคิดที่ห้ามการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะห้ามการด่าทอทะเลาะวิวาทกัน
 กล่าวกันว่าผู้ใดที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้แล้ว ปากของผู้นั้นจะเน่า และหากวิวาทกันในวันนี้
 บุคคลผู้นั้นจะอัปมงคลไปตลอดปี ส่วนผู้ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ ก็ให้รีบตัดในวันนี้
 เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ"เน่า"และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว
 วันเนานี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของเพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน
 เมื่อถึงตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด กองรวมกันทำเป็น
 การขนทรายเข้าวัดนี้ถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนส่วนที่ติดเท้าของตนออกจาก
วัดซึ่งเสมอกับได้ลักของจากวัด วันเนานี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วันดา
 เพราะเป็นวันที่ ดา หรือจัดเตรียม สิ่งของต่างๆ จะใช้ทำบุญนั่นเอง ..







ออฟไลน์ ~ lady of gold ~

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 5428
    • อีเมล์
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 16,เมษายน,2011, 10:13:40 am »


" วันปากปี '' ตรงกับวันที่ 16 เมษายนของทุกปีเพราะเป็นวันเริ่มต้นของปีใหม่

สงกรานต์ภาคอีสาน


          ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสาน นิยมจัดกันอย่างเรียบง่าย
 แต่ว่ามากไปด้วยความอบอุ่น โดยคนอีสานจะเรียกประเพณีสงกรานต์ว่า "บุญเดือนห้า"
หรือ "ตรุษสงกรานต์" และ จะถือฤกษ์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5
โดยจะมีพิธีการทำบุญตักบาตร ทำบุญสรงน้ำพระ และรดน้ำผู้ใหญ่ ด้วยการนำเอาน้ำอบ
น้ำหอมไปสรงพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ มูลเหตุที่ทำเพื่อขอให้มีความเป็นอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
จะปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สมหวัง เช่น ขอน้ำขอฝน ขอให้ตกต้องตามฤดูกาล
 และให้ข้าว น้ำ ปลา อุดมสมบูรณ์ และในเดือนนี้ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอีสาน
โดยถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันเริ่มต้นทำบุญ


ซึ่งการทำ "บุญเดือนห้า" จะเริ่มเวลาประมาณ 15.00 น. โดยพระสงฆ์จะตีกลองใบใหญ่ในวัด
เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ญาติโยมในหมู่บ้าน ออกมารวมกันที่วัดและนำพระพุทธรูปลง
มาประดิษฐานไว้ในศาลาโรงธรรม จากนั้นพระสงฆ์และชาวบ้านก็จะมาร่วมกันจัดน้ำอบ
น้ำหอม ธูป เทียน ดอกไม้ มาพร้อมกัน แล้วกล่าวคำบูชาอธิษฐาน ขอให้ฟ้าฝนตก
 ในบ้านเมือง อยู่ร่มเย็น แล้วก็สรงน้ำอบ น้ำหอมให้แก่พระพุทธรูปทั้งหมดที่มีอยู่ในวัด
 จากนั้นก็สรงน้ำให้แก่พระสงฆ์ อันเป็นเคารพสักการะบูชาของชาวบ้าน
ซึ่งถือว่าเป็นการเคารพท่านจะได้ให้ศีลให้พร ให้เรามีความสุข
ความเจริญ และเป็นการต่ออายุของเรา

และหลังจากกลับมาถึงบ้าน จะมีการสรงน้ำให้คนเฒ่า คนแก่
ซึ่งเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือครูบา อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
ที่อันควรในการเคารพสักการะของเรา เอาน้ำอบ น้ำหอม ไปสรงท่าน
 ซึ่งเป็นการสักการะนับคือถึงบุญคุณของท่าน ต่อมาก็จะเล่นสาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน
 ขณะที่ตอนเย็นจะมีการก่อพระทราย โดยชาวบ้านจะนำทรายจากที่ใดที่หนึ่ง
นำมาก่อพระทรายที่ลานวัด จะมีการประดับประดาพระเจดีย์ทราย
ซึ่งในวันนี้ชาวบ้านที่มาทำบุญ จะมีการปล่อยสัตว์เพื่อเป็นบุญกุศล



ออฟไลน์ NARUTO

  • ~VIP gold~
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 424
    • อีเมล์
วีดีโอถ่ายทอดความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 20,เมษายน,2011, 06:47:29 am »

วีดีโอถ่ายทอดความสนุกสนานของ "เทศกาลสงกรานต์"
รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันสวยงามของ

[youtube=425,350]G_2UhNm1OGE&feature=player_embedded#at=134[/youtube]

ขอบคุณ สงกรานต์.เนต

ออฟไลน์ pyopyo

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 3
Re: ประเพณีวันสงกรานต์
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 22,พฤศจิกายน,2012, 08:55:02 am »

ประเพณีวันสงกรานต์

ประวัติ


สงกรานต์ แปลว่า การย้าย เคลื่อนที่ คือเป็นวันที่พระอาทติย์โคจรย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ตามการคำนวณของโหรผู้รู้ทางโหราศาสตร์ ซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 แต่ทางจันทรคตินี้ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน จึงถือเอาวันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันสงกรานต์ เพื่อเป็นการสะดวกสำหรับการนับวันตามปฏิทิน

 (k_5);..ในสมัยโบราณได้ถือวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้น เนื่องจากประเทศที่อยูในแถบร้อนถือว่าช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูร้อนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยว่างเว้นจาก การทำการเกษตร อีกทั้งอากาศที่หนาวเย็นก็ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ทุก ๆ อย่างนั้น หยุดนิ่งไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ก็หยุดผลิดอกออกผล สัตว์ทั้งหลาย ก็หยุดนิ่งนอนจำศีล ด้วยอากาศที่หนาวเย็นนั้นไม่สะดวกในการใช้ชีวิต หรือการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั่นเอง

วันสงกรานต์จึงเป็นประเพณีการขึ้นปีใหม่ในประเทศแถบร้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศแถบหนาวดังที่กล่าวไว้ในเรื่องของวันปีใหม่ วันสงกรานต์มีทั้งหมด 3 วันด้วยกัน ได้แก่ วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ หมายถึง ก้าวหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ คือ สงกรานต์ปี การที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเป็นเนา หมายถึง อยู่คือวันที่ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ 1 วัน การที่พระอาทิตย์เข้ามาอยู่ในราศีเมษเรียบร้อยแล้ว และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่แต่ในส่วนของตำนานวันสงกรานต์รวมถึงประเพณีที่เกี่ยวข้องกับนางสงกรานต์นั้น มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึกของวัดพระ เชตุพนวิมลมังคลารามจะกล่าวพอสังเขปดังต่อไปนี้


ตำนานกำเนิดสงกรานต์


มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า

"เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก"

นักเลงสุราตอบกลับว่า

"ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า"

ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า "ธรรมบาลกุมาร" ธรรมบาลกุมารนี้เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ 7 ขวบ อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อคือ

ข้อที่ 1 เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 2 เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 3 ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด

และตกลงกันว่า ถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา 3 ข้อนี้ได้ ภายใน 7 วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน

เวลาล่วงเลยไปถึง 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาลและบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี 2 ตัว ผัวเมียทำรังอยู่นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

"พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี" นกอินทรีตัวเมียถาม

"พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศรีษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้" นกอินทรีตัวผู้ตอบ

"น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้" นกอินทรีตัวเมียรำพึง

นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรีจึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้

"ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"

ธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง 7 เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด 365 วัน (โลกสมมุติว่าเป็น 1 ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี

นางสงกรานต์ เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมหรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1 ในทั้งหมด 6 ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศรีษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่

1. นางสงกรานต์ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ

2. นางสงกรานต์โคราดเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

3. นางสงกรานต์รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

4. นางสงกรานต์มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ว้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)

5. นางสงกรานต์กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)

6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ดัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

7. นางสงกรานต์มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)



กิจกรรมน่าสนใจ

งานสงกรานต์ที่ทำที่ปฏิบัติเป็นทุกปีของชาวกรุงเทพมหานคร ขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันเป็นประจำทุกปี มีการสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ การทำบุญตักบาตร ร่วมขบวนแห่สงกรานต์ กิจกรรมการบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย โดยในปี 2546 นี้ จะเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายนไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ ๑๕ เมษายน ซึ่งจะมีการจัดงานยิ่งใหญ่ในหลายจุดและเป็นการรวมพลังของประชาคมสำคัญๆในกรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่ ได้แก่ ประชาคมบางลำพู ประชาคมวิสุทธิ์กษัตริย์ จะร่วมกันจัดประกวดเทพีสงกรานต์ที่สวนสันติชัยปราการ เป็นต้น และยังมีการจัดประกวดขบวนพาเหรด รถบุปผชาติและน้ำพุเงินรางวัลชนะเลิศถึง ๑ ล้านบาท พร้อมกิจกรรมหลากหลายให้ประชาชนได้มีความสุขกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งให้ชาวต่างชาติได้เห็นความปลอดภัยและสงบสุขของประเทศไทย



คิดถึงตอนเป็นเด็กจัง เที่ยวงานวัดช่วงมีงานสงกรานต์ส­นุกดี เห็นหนุ่มๆสาวๆเขาเล่นมอญซ่อนผ้­ากันน่าอิจฉาโตไม่ทัน


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31